Monday, October 1, 2012

มะม่วงป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม


อาจจะถึงเวลาที่ต้องเพิ่มมะม่วงในรายชื่ออาหารชั้นเยี่ยม

เพราะนอกจากจะเป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยแล้ว ยังเป็นผลไม้ที่มีเส้นใย โพแทสเซียม และวิตามินซีสูงอีกด้วย และในขณะนี้ การศึกษาในห้องปฏิบัติการ ค้นพบว่ามะม่วงอาจช่วยป้องกัน หรือทำลายเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านมได้

         การศึกษาจัดทำโดยนักวิทยาศาสตร์อาหารจากศูนย์วิจัย Texas AgriLife โดยทำการทดสอบสารสกัดโพลีฟีนอลในมะม่วง (สารธรรมชาติที่พบในพืช ซึ่งเชื่อว่าช่วยส่งเสริมสุขภาพ) กับเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งเม็ดเลือดขาว และมะเร็งต่อมลูกหมากในห้องปฏิบัติการ ผลการศึกษาพบว่าสารสกัดจากมะม่วงมีผลต่อมะเร็งปอด และมะเร็งต่อมลูกหมากบ้างเล็กน้อย แต่กลับมีประสิทธิภาพมากกับมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยสามารถทำให้เซลล์มะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ตายได้ รวมทั้งยังไม่ทำอันตรายกับเซลล์ที่ดี ซึ่งอยู่ติดกับเซลล์มะเร็งด้วย
        จากผลการศึกษานี้ นักวิจัยวางแผนต่อไปว่าจะทำการทดลองเล็กๆ ทางคลินิกกับอาสาสมัครที่มีการอักเสบของลำไส้เล็ก และมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง เพื่อดูว่ามีผลทางคลินิกหรือไม่?
         สำหรับประโยชน์ของมะม่วงนั้น นอกจากมีวิตามินซีสูงแล้ว ยังมีวิตามินเอ (เบต้าแคโรทีน) และมีวิตามินอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับร่างกาย เช่น วิตามินอี บี และเค ซึ่งทั้งหมดนี้จำเป็นสำหรับหัวใจ ช่วยให้หัวใจแข็งแรง และยังอุดมไปด้วยเส้นใย ช่วยรักษาอาการท้องผูกและกล้ามเนื้อลำไส้ใหญ่แข็งเกร็งได้อีกด้วย

มะม่วง…ผลไม้คู่แม่ท้อง

มะม่วง…ผลไม้คู่แม่ท้อง


หากพูดถึงผลไม้ยอดนิยมของว่าที่คุณแม่แล้ว ?มะม่วง’ คงจะเป็นผลไม้อันดับต้นๆ ที่นึกถึง เพราะเป็นผลไม้ที่มีหลากรสทั้งเปรี้ยวหรือหวาน นอกจากจะอร่อยแล้วยังมากด้วยคุณค่าด้วยค่ะ
ในมะม่วงอุดมด้วยสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะกินแบบดิบหรือสุกก็ได้คุณค่าไม่แพ้กัน
* ฟอสฟอรัสและแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟันของคุณแม่ให้แข็งแรง ไม่เปราะหรือหักง่าย และยังช่วยในการสร้างกระดูกและฟันให้กับทารก
* วิตามินซี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง ป้องกันโรคหวัด เลือดออกตามไรฟัน
* วิตามินบี 1 ป้องกันอาการเหน็บชา และตะคริว
* วิตามินบี 2 ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด
* เบตาแคโรทีน บำรุงผิวพรรณให้ผ่องใส และช่วยบำรุงดวงตาให้สดใส
* เส้นใย ช่วยให้ขับถ่ายสะดวก ป้องกันอาการท้องผูกหรือริดสีดวงทวารระหว่างตั้งครรภ์

มะม่วงดิบ…มะม่วงสุก
ไม่ว่าจะเป็นมะม่วงดิบหรือมะม่วงสุกก็มีปริมาณน้ำตาลเท่าๆ กัน แต่จะอยู่ในรูปของแป้งและเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเมื่อตอนสุกแล้ว ดังนั้น มะม่วงดิบจะมีคาร์โบไฮเดรตมากกว่า ส่วนมะม่วงสุกมีน้ำตาล ผลไม้และเบตาแคโรทีนมากกว่า? แม้ว่ารสเปรี้ยวของมะม่วงดิบจะ ช่วยแก้อาการแพ้ท้องและคลื่นไส้อาเจียนได้ แต่หากกินในปริมาณมากเกินไปร่วมกับเครื่องเคียงต่างๆ เช่น กะปิ น้ำปลาหวาน อาจทำให้คุณแม่ปวดท้องหรือท้องเสียได้ จึงควรระมัดระวัง? สำหรับมะม่วงสุกนั้น นอกจากจะมีรสหวานจากน้ำตาลผลไม้ที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่นแล้ว ยังสามารถใช้บำรุงผิวหน้าได้ โดยการนำไปปั่นแล้วนำมาพอกหน้า สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ซึ่งในมะม่วงสุกมีวิตามินซีมากกว่ามะนาวถึง 3 เท่า จะช่วยให้ผิวหน้าเรียบ นุ่ม ชุ่มชื่นและสดใสด้วย
แพ้ท้องต้องกินเปรี้ยว?? ใน ช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในช่วงสร้างรกทำให้ร่างกายของคุณแม่เปลี่ยน อาจมีอาการแพ้ท้อง ซึ่งในแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงคือความอยากอาหาร เช่น อยากกินรสเปรี้ยว ของหวาน อาหารหมักดอง หรือของแปลกๆ แต่รสเปรี้ยวมักจะเป็นรสชาติพื้นๆ ที่คุณแม่มักจะเอ่ยถึงในช่วงตั้งครรภ์ ซึ่งถ้าไม่กินรสเปรี้ยวจัดจนไปกระตุ้นการกัดของกระเพาะอาหารก็สามารถกินได้ และไม่เป็นอันตรายใดๆ กับการตั้งครรภ์

มะม่วง



มะม่วงเป็น ผลไม้ที่พวกเรารู้จักกันดีและนิยมปลูกกันมาก เพราะมะม่วงสามารถ แปลรูปได้หลายอย่าง เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง มะม่วงกวน มะม่วงดอง ฯลฯ ทั้งอีกอย่างมะม่วงไทยเราสามารถส่งออกเอเชียเราได้หลายประเทศ มะม่วงยังสามารถสร้างอาชีพให้คนไทยได้มากมายเลยที่เดียว มะม่วงเป็นพืชยืนต้นที่มีขนาดใหญ่และแข็งแรง ยังคงทนกับสภาพทนทุกฤดูกาลได้ เรามีเคล็ดลับดีๆ แนะนำ


1.มะม่วงมีหลากหลายสายพันธุ์ มีมากกว่า 150 สายพันธุ์เลยทีเดียว แต่แบ่งออกตามลักษณะคุณประโยชน์แต่ล่ะชนิด

1.1คือ มะม่วงประเภทกินดิบ เช่น ฟ้าลั่น เขียวเสวย  พิมเสนมัน  แรด  เป็นต้น
1.2.คือ มะม่วงประเภทกินสุก เช่น น้ำดอกไม้  ทองดำ  อกร่อง  เป็นต้น
1.3.คือ มะม่วงประเภทสำหรับบรรจุกระป๋อง เช่น โชคอนันต์  แก้ว  สามปี  เป็นต้น

2.ดิน
ดินที่มะม่วงสามารถเติบโตได้ดี คือ ดินร่วน  ดินร่วนเหนียว  ดินร่วนปนทราย ที่สามารถระบายอากาศได้ดีและมีความอุดมสมบูรณ์ มีแร่ธาตุที่เพียงพอ อีกด้วย

3.สภาพภูมิอากาศ
มะม่วงจะชอบอากาศที่ร้อน สามารถทนอากาศร้อนและแห้งแล้งได้ดีมากได้ดีมาก ในประเทศไทยจึงสามารถปลูกมะม่วงได้ดี

4.น้ำ และ ลม
ถึงมะม่วงชอบอากาศที่ร้อง แต่ยังต้องการน้ำเพื่อเลี้ยงลำต้นเพื่อนำอาหาออกสู่ ดอกและใบของมัน เพื่อการเติบโตของมันได้ดียิ่งขึ้น     ลมจะเป็นปัญหาอย่างมากของต้นมะม่วง เมื่อมะม่วงออกดอกลมสามารถัดพาดอกของมะม่วงร่วงล่นได้แล้วจะทำให้ผลมะม่วง ไม่ค่อยติด และเมื่อมะม่วงโตแล้ว ลม ยังสามมารถทำให้ผลมะม่วงล่นเสียหาได้อีกด้วย

5.ระยะเวลาการปลูก
การปลูกมะม่วง เมื่อมะม่วงอายุครบที่จะสามารถออกผลผลิตได้ เมื่อต้นมะม่วงออกดอก ประมาณ พฤษภาคม-มิถุนายน แล้วจะเก็บเกี่ยวผลที่ กันยายน แล้วถ้าดอกดอกเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน จะเก็บเกี่ยวผลที่ เดือนมีนาคม…


Sunday, September 30, 2012

มะม่วง (Mango)

มะม่วง (Mango)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Mangifera indica L.

มะม่วง เป็นไม้ยืนต้นในตระกูล Mangifera ซึ่งเป็นไม้ผลเมืองร้อนประมาณ 35 สปีชีส์ ในวงศ์ไม้ดอก Anacardiaceae เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ใบโต ยาว ปลายแหลม ขอบใบเรียบ ออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ดอกขนาดเล็ก สีขาว ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีเหลือง เมล็ดแบน เปลือกหุ้มเมล็ดแข็ง
มะม่วงเป็นผลไม้เศรษฐกิจ ปลูกเป็นพืชสวน ประเทศไทยส่งออกมะม่วงเป็นอันดับ 3 รองจากฟิลิปปินส์ และแม็กซิโก
มะม่วงเป็นไม้ผลขนาดใหญ่ ปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย ปลูกได้ในดินทั่วไป ยกเว้นดินเค็มและดินที่มีน้ำขัง ถ้าปลูกในดินร่วนซุยมีอินทรีย์วัตถุมาก และมีการระบายน้ำดีก็จะยิ่งให้ผลผลิตดี นอกจากนี้มะม่วงยังมีความต้านทานต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี จะเริ่มให้ผลหลังจากการปลูกด้วยกิ่งทาบประมาณ 3 ปี สามารถให้ผลผลิตมากกว่า 15 ปี และผลผลิตจะสูงขึ้นเฉลี่ยปีที่ 8 ประมาณ 50-100 กก./ต้น โดยเฉลี่ยอายุจากดอกบาน เก็บผลแก่อยู่ระหว่าง 90-115 วัน น้ำหนักผลมะม่วงเฉลี่ยอยู่ในระหว่าง 260 กรัม ฤดูกาล ผลผลิตอยู่ระหว่างปลายเดือนมีนาคม-มิถุนายน
คุณค่าทางโภชนาการและสรรพคุณ:
มะม่วง มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก โซเดียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม และวิตามินซี มะม่วงสุกอุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีนที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ได้ และทำหน้าที่เป็นแอนติออกซิแดนท์ ช่วยต้านอนุมูลอิสระซึ่งก่อมะเร็ง ตลอดจนบรรเทาอาการเสียดท้องและช่วยย่อยอาหาร